Broken Diary บันทึกรัก (ไม่ลับ) ร้าว ของเมียฝรั่ง – ตอนจากแม่ด้วยดวงใจ Chapter 1-1

อยากมีสามีฝรั่ง ฟังทางนี้

บทความนี้ดิฉันต้องการที่จะแชร์ประสบการณ์ เพื่อเป็นวิทยาทานสำหรับน้องๆ รุ่นหลัง ที่อยากจะมาใช้ชีวิตที่อเมริกา หรือแม้กระทั่งอยากจะคบหากับสามีที่เป็นชาวต่างชาติค่ะ เพราะว่าผู้ชายไม่ว่าจะชาติไหน ๆ ก็มีดีเลว ปะปนกันไปหมด อย่าไปคิดว่าถ้าเราได้คบกับคนต่างชาติแล้วชีวิตจะดีไปทั้งหมด รวมไปถึงหากเราจำเป็นต้องทำเรื่องหย่าขาดจากสามีที่นี่ เราจะต้องเตรียมตัวอะไรกันบ้างค่ะ

มาเริ่มกันเลยค่ะ ก่อนที่ดิฉันจะแต่งงานและย้ายมาอยู่ที่สหรัฐอเมริกา ดิฉันเคยทำงานเป็นเจ้าของกิจการรับเหมาบันไดสแตนเลสตามตึกที่โรงพยาบาลใหญ่ๆในประเทศไทยมาก่อนค่ะ พอทำมาได้สักพักกิจการก็ต้องปิดตัวลง เพราะว่าเก็บเงินจากลูกค้าไม่ได้ ก็เลยเปลี่ยนมาทำงานเป็นเลขานุการแทน ในสมัยนั้นน่าจะเรียกว่า Assistance to the President ก็ไม่ผิด ดิฉันทำงานให้กับผู้บริหารชาวเยอรมันที่มาเปิดกิจการในประเทศไทยค่ะ และจุดเริ่มต้นของเรื่องนี้ ก็เริ่มจากที่ดิฉันมีเพื่อนรุ่นพี่คนนึงที่ไทยค่ะ แล้วเพื่อนคนนี้ ได้ขอความช่วยเหลือจากดิฉัน ให้ดิฉันช่วยไปเป็นล่ามให้เขาหน่อย เพื่อคุยกับแฟนเขาที่อยู่ที่ประเทศอเมริกา ดิฉันได้ไปช่วยเป็นล่ามให้เขาประมาณสองสามเดือนค่ะ จนเขาสามารถทำเอกสารบินไปหาแฟนที่ประเทศอเมริกาได้ แต่พอกลับมาไทยแล้ว เขาก็บอกดิฉันว่า เขาไม่ได้คบกันต่อนะ เพราะคนนี้ยังไม่ใช่คนที่ใช่ ซึ่งแฟนของเพื่อนดิฉันคนนี้เนี่ย ก็คือพ่อของอดีตสามีดิฉัน และอดีตสามีของดิฉันคนนี้เองค่ะ ที่เป็นคนที่ทำให้ชีวิตของดิฉันเปลี่ยนไปตลอดกาล

คุณ Mitzy
คุณ Mitzy

สืบเนื่องมาจากที่ดิฉันได้ไปเป็นล่ามให้กับแฟนของเพื่อน ถึงแม้ว่าสุดท้ายคู่ของเขาจะไปไม่ถึงฝั่งฝัน แต่เราก็ยังติดต่อกันอยู่บ้าง แล้วอดีตแฟนของเพื่อนคนนี้ เขาได้ถามดิฉันว่า “ดิฉันอยากรู้จักกับลูกชายของเขาไหม” ซึ่งลูกชายของเขาเนี่ย ดิฉันก็เคยเห็นผ่านตาในกล้องอยู่ครั้งหนึ่ง หน้าตาหล่อเหลาเอาการเลยทีเดียว แต่ในใจก็ไม่ได้คิดจะจริงจังอะไรนะคะ คิดว่าก็คุยกันเป็นเพื่อนกันไป เราติดต่อกันทาง Messenger ค่ะ สมัยนู๊น อินเทอร์เน็ตพึ่งจะบูมในประเทศไทยเอง หลังจากที่เราทำความรู้จักกันได้ไม่นาน อดีตสามีของดิฉันคนนี้ก็ลงทุนบินมาหาดิฉันถึงเมืองไทยอยู่บ่อยครั้ง คุยกันไปคุยกันมาได้สักระยะ ก็รู้สึกว่าถูกตาต้องใจกับคนนี้และคิดว่าเขานี่แหละต้องเป็นเนื้อคู่ของเราแน่ๆ ซึ่งในตอนนั้นตัวดิฉันเองก็ไม่ได้ใส่ใจกับเรื่องฐานะทางการเงินมากเท่าไรนะคะ เพราะตัวดิฉันเองก็เป็นคนที่ทำงานหาเงินเองได้ แล้วประกอบกับตอนนั้นตัวดิฉันเองก็อายุเกือบ 30 ปีเข้าไปแล้ว ถือว่าตัวเองเป็นผู้ใหญ่และมีวุฒิภาวะรับผิดชอบตัวเองได้แล้ว ก็เลยรู้สึกว่าอยากจริงจังกับความรักครั้งนี้ค่ะ และด้วยความที่หน้าตาและรูปร่างของตัวดิฉันเอง ก็ไม่ใช่แบบแนวพิมพ์นิยมของผู้ชายไทยสักเท่าไรด้วย เลยทำให้ดิฉันหาแฟนยาก รวมไปถึงคุณพ่อของดิฉันเป็นคนที่ค่อนข้างหวงลูกสาวมาก เพราะมีลูกสาวอยู่คนเดียว เป็นคนสุดท้อง ที่มีพี่ชายถึงสามคน แต่ดิฉันต้องบอกก่อนนะคะว่า อดีตสามี ของดิฉัน ถึงจะเป็นคนหน้าตาดีก็จริง แต่ฐานะทางบ้านของเขาไม่ค่อยดีเท่าไร และเขาก็มีลูกติดด้วยถึง 3 คน แต่เรื่องนี้ดิฉันไม่ได้ใส่ใจและไม่ได้รังเกียจเขานะคะ ดิฉันรักเขาและรักครอบครัวของเขาด้วย และคิดว่าเราจะสามารถร่วมสร้างครอบครัวไปด้วยกันได้อยู่แล้ว หลังจากคบกันได้ประมาณ 2-3 เดือน ดิฉันก็ได้พาอดีตสามีมาแนะนำให้รู้จักกับครอบครัวของดิฉันที่ไทย ซึ่งรวมไปถึงคุณพ่อด้วย แต่คุณพ่อของดิฉันก็ไม่ค่อยโอเคกับเขาสักเท่าไหร่ อย่างว่าค่ะ ด้วยความที่เขามีลูกติด และยังมีฐานะทางการเงินที่ไม่ค่อยสู้ดีอีก คุณพ่อซึ่งเป็นคนที่หวงและห่วงลูกสาวมาก ท่านก็กลัวว่าเราจะลำบากในอนาคต ถ้าเราไปตกลงปลงใจอยู่กับคนนี้

เมื่อความรักมันบังตา ไม่ฟังคำทัดทานของคุณพ่อ คิดแต่ว่าผู้ใหญ่กีดกัน จึงแอบไปจดทะเบียนสมรส แล้วอนาคตเราจะทำยังไง

sawasdeeusa

แต่ ณ ตอนนั้นอ่ะค่ะ ความรักมันบังตาไปหมดแล้ว  ดิฉันไม่ฟังคำทัดทานของคุณพ่อเลย คิดแต่ว่าผู้ใหญ่กีดกันในเรื่องความรักมากเกินไป ดิฉันจึงแอบไปจดทะเบียนสมรสกับอดีตสามีกันเงียบๆ และไปฮันนีมูนกันต่อที่สิงคโปร์ แต่ช่วงเวลาที่ไปฮันนีมูนนั้น มันก็ทำให้ดิฉันเข้าใจได้เลยว่าเราไปกันไม่ได้แน่ๆ ตอนแรกดิฉันไม่ได้มองคนที่ฐานะเลย เข้าใจใช่ไหมคะ ดิฉันคิดว่าฐานะเนี่ยเราช่วยกันสร้างได้ในอนาคต แต่ตอนที่เราไปฮันนีมูนด้วยกัน ดิฉันเริ่มเห็นธาตุแท้ของเขามากขึ้น เขาเป็นคนที่ค่อนข้างสุรุ่ยสุร่าย ใช้จ่ายสิ้นเปลืองมาก และเงินทุกบาททุกสตางค์ที่เขาใช้จ่ายนั้นก็เป็นเงินของดิฉันทั้งหมด ดิฉันเลยมานั่งคิดว่าถ้าเราต้องใช้ชีวิตคู่กับคนที่สุรุ่ยสุร่ายแบบนี้ มันก็ไม่โอเคนะ เพราะอนาคตเราจะลำบาก และเรื่องนี้ก็เป็นชนวนที่ทำให้เราก็เริ่มทะเลาะกันแรงขึ้นด้วยค่ะ ดิฉันคิดเลยว่า ดิฉันคงต้องจบชีวิตคู่แต่เพียงเท่านี้ เราคงไปกันไม่ได้ แต่เดี๋ยวรอให้จบทริปฮันนีมูนแล้วกลับไปประเทศไทยก่อน ค่อยว่ากัน

แต่พอกลับมาถึงไทยจริงๆ ดิฉันก็พบว่าตัวเองตั้งครรภ์ค่ะ ทำให้ความรู้สึกในตอนนั้นคือแย่มาก ทั้งความเครียด ความคิดมาก และความรู้สึกอื่นๆเริ่มถาโถมเข้ามา ดิฉันจะทำยังไงดี เรื่องชีวิตคู่ ดิฉันก็เริ่มรู้สึกไม่ดีกับเขาแล้ว และไหนจะเรื่องครอบครัวของดิฉันอีก พวกเขาจะรับได้ไหม เพราะคุณพ่อของดิฉันเนี่ย เขาไม่ชอบอดีตสามีของดิฉันเลย ดิฉันและอดีตสามีเลยตัดสินใจมานั่งเปิดใจคุยกันตรงๆ ว่าสุดท้ายแล้ว เราจะเอายังไงกันต่อดี จะไปต่อหรือพอแค่นี้ และเราจะปรับตัวกันได้ไหม ซึ่งอดีตสามีเขาก็รักเรามากในตอนนั้น เขาก็ขอโทษที่เขาทำตัวไม่ดี และเขาก็อยากจะอยู่ที่ไทย เดี๋ยวเขาจะทำงานและเลี้ยงดูครอบครัวที่นี่เอง ดิฉันก็เห็นว่าเขาทุ่มเทมาก ก็ซึ้งใจ เลยบอกให้เขาไปจัดการธุระ รวมถึงเรื่องลูกของเขาที่อเมริกาให้เรียบร้อย หลังจากที่ทุกอย่างผ่านไปได้ด้วยดี ดิฉันก็ให้เขาไปทำงานเป็นครูสอนภาษาอังกฤษ พร้อมกับออกรถใหม่ให้ เพื่อให้เขาใช้ไปทำงานได้อย่างไม่ลำบาก เรื่องราวดูเหมือนจะจบแบบแฮปปี้เอนดิ้งแล้วใช่ไหมคะ แต่ไม่ค่ะ เรื่องราวเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นเท่านั้นเอง เนื่องจากวัฒนธรรมของเขาและดิฉันต่างกันมาก และการที่เขาต้องมาใช้ชีวิตอยู่ที่ประเทศไทย เลยทำให้เกิดปัญหาตามมา โดยเฉพาะกับผู้ใหญ่ ซึ่งก็คือคุณพ่อของดิฉันเอง พอคุณพ่อทราบเรื่องว่าดิฉันซื้อรถให้อดีตสามี ก็ตำหนิว่าเขาเป็นฝรั่งกิ๊กก๊อก ไม่มีอะไรเป็นของตัวเองเลย ต้องให้ดิฉันซื้อให้ทุกอย่าง กลายเป็นเกลียดอดีตสามีคนนี้ของดิฉันมากขึ้นไปอีก แต่ดิฉันเข้าใจคุณพ่อนะคะ เพราะความรู้สึกของผู้ใหญ่ก็คงเหมือนกับว่าผู้ชายคนนี้มาเกาะลูกสาวของเขาน่ะค่ะ แล้วคุณพ่อของดิฉันก็เป็นที่นับหน้าถือตาของคนทั่วไปด้วย เพราะแกเป็นคนชอบทำบุญทำทาน มันเลยทำให้แกรู้สึกอับอายชาวบ้าน และอึดอัดด้วยที่มีลูกเขยแบบนี้ แต่ดิฉันเลือกแล้ว และดิฉันก็รักผู้ชายคนนี้ เรากำลังจะสร้างครอบครัวที่อบอุ่นไปด้วยกัน

ระหว่างที่อดีตสามีของดิฉันอาศัยอยู่ที่ไทย ซึ่งเป็นช่วงที่ดิฉันกำลังตั้งครรภ์อยู่ เขาก็ทำงานส่งเงินทั้งหมดให้ครอบครัวและลูกของเขาที่อยู่ที่อเมริกาใช้ ซึ่งดิฉันเองก็ไม่ได้ขัดนะคะ ยังคิดอยู่เลยว่าเขาเป็นพ่อที่ดีมาก เพราะตัวดิฉันเองก็ไม่ได้เดือดร้อนเรื่องเงิน ก็ให้เขาส่งเงินให้ลูกของเขาที่อเมริกาดีกว่า อดีตสามีของดิฉันจะได้ไม่ต้องคิดมากด้วยว่าลูกที่นู้นจะอยู่ยังไง แต่แล้วจุดแตกหักระหว่างอดีตสามีของดิฉันกับคุณพ่อก็เริ่มขึ้น เรื่องนี้เกิดขึ้นในขณะที่เราไปเยี่ยมพ่อด้วยกัน ดิฉันได้วานให้เขาไปเอากระเป๋าสะพายที่รถให้หน่อย แล้วด้วยวัฒนธรรมตะวันตกอ่ะค่ะ จะเป็นคนประเภท big head คือแบบเรื่องกิริยามารยาท ก็ไม่ได้เรียบร้อย หรือนอบน้อมแบบคนเอเชียบ้านเรา ยิ่งมาเจอคุณพ่อของดิฉันที่สไตล์หัวโบราณแล้วด้วย เรื่องเลยไปกันใหญ่

พอเขาเอากระเป๋ามาให้ดิฉัน เขาก็เหวี่ยงกระเป๋าใส่เอวเรา ซึ่งตอนนั้นเรานั่งอยู่กับพื้น และก็ท้องได้เจ็ดเดือนแล้วด้วย อาจจะเป็นเรื่องธรรมดาของธรรมเนียมที่อเมริกา อารมณ์แบบสามีภรรยาหยอกล้อเล่นกัน พร้อมกับพูดแซวว่า “อ่ะอ้วน กระเป๋าเธอ” อะไรแบบนี้  แต่ My god มันไม่ใช่เรื่องธรรมดาสำหรับธรรมเนียมไทยสิคะ พ่อของดิฉันเห็นเข้าก็โมโหมาก ทะเลาะกันเป็นเรื่องเป็นราว แต่อดีตสามีของดิฉันเขาไม่เข้าใจหรอกนะคะ ว่าพ่อด่าเขาว่าอะไร รู้แต่ว่าไม่พอใจมาก เพราะคุณพ่อพูดภาษาอังกฤษไม่ได้ ส่วนคุณพ่อคงคิดว่าเขาไม่ให้เกียรติดิฉัน กล้าทำรุนแรงกับดิฉัน แม้อยู่ต่อหน้าผู้ใหญ่อย่างคุณพ่อ พอสามีรู้ว่าคุณพ่อไม่ชอบเขามากๆ วันนั้นเขาก็เลยพูดกับดิฉันว่าอยากกลับไปอยู่ที่อเมริกาแล้ว คิดว่าคงอยู่ที่ไทยลำบากแน่ๆ เพราะครอบครัวของดิฉันไม่ชอบเขาเลย และเขาก็คิดถึงลูกๆ ของเขาที่อเมริกาด้วย

เราสองคนก็เลยตัดสินใจว่าเดี๋ยวเราจะย้ายไปอยู่ที่อเมริกากัน แต่ดิฉันไม่ได้บอกพ่อนะคะ ว่าจะย้ายไปอยู่ที่อเมริกา เพราะกลัวพ่อจะเสียใจและไม่เข้าใจ บอกเพียงแค่ว่าจะไปทำวีซ่าที่อเมริกา เสร็จแล้วก็จะกลับมาอยู่ที่ไทย ในตอนนั้นลูกชายของดิฉัน เบน อายุแค่ 5 เดือนเองค่ะ หลังจากออกบินจากไทยไปถึงอเมริกา พ่อของอดีตสามี ก็มารับที่สนามบิน ใช่ค่ะ เขาก็คือคนที่ดิฉันเคยเป็นล่ามให้นั่นแหละค่ะ แล้วดิฉันก็เห็นอดีตสามียื่นเงินให้พ่อเขา แล้วก็แอบได้ยินว่า อ่ะนี่พ่อ ค่าเตียงของเบน ตอนนั้นดิฉันก็เริ่มงงแล้วนะคะ ว่าทางเขาไม่ได้ตระเตรียมอะไรไว้ให้เราเลยหรอ และถ้าเป็นที่เมืองไทย ป่านนี้คงตื่นเต้นที่จะได้เจอหน้าหลานแล้ว คงต้องเตรียมของไว้รับขวัญหลานแล้วอย่างแน่นอน แต่ก็ยังไม่ได้เอะใจอะไรมากนะคะ เพราะคิดว่าอาจจะเพราะวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน และดิฉันก็กำลังตื่นเต้นกับประเทศอเมริกาอยู่ด้วย

อเมริกาในช่วงเวลานั้น ก็ประมาณเมื่อ 16-17 ปีที่แล้ว ดิฉันเคยคิดว่าสหรัฐอเมริกาเนี่ย คงจะแบบมีความเจริญ ศิวิไลซ์ มีแต่ตึกรามบ้านช่อง สูงตระหง่าน ละลานตา อะไรแบบนี้ เพราะตอนที่ดิฉันอยู่ไทย เราก็อยู่ที่แถวกรุงเทพ ปริมณฑล ซึ่งก็มีความเป็นเมืองมากแล้ว เราก็วาดฝันถึงประเทศสหรัฐอเมริกาเอาไว้โก้หรูเลย แต่พอมาถึงจริงๆ คือแตกต่างกันสิ้นเชิงเลย อเมริกาที่ดิฉันเจอในวันแรก คือออกแนวชนบทเลยค่ะ มีเลี้ยงสัตว์ ทำฟาร์มอะไรแบบนี้ ก็ตกใจไปแล้วหนึ่งอย่าง พอเรามาถึงบ้าน ซึ่งบ้านหลังนี้เป็นของคุณพ่ออดีตสามี เพราะอดีตสามีไม่มีบ้านเป็นของตัวเอง และคุณพ่อก็ได้ย้ายไปอยู่ที่บ้านกับแฟนใหม่เขาแล้ว ทำให้บ้านเก่าของเขาว่าง เราก็เลยไปอยู่ที่บ้านของเขาแทนค่ะ พอเรามาถึงบ้าน ทันทีที่ดิฉันเปิดประตูเข้าไปในบ้าน เราก็ทะเลาะกันทันทีค่ะ 5555 เพราะอะไรรู้ไหมคะ เพราะเขาไม่ได้เตรียมอะไรไว้ให้เลยจริงๆค่ะ ไม่ว่าจะเป็น พวกข้าวของเครื่องใช้ เฟอร์นิเจอร์เอย อะไรเอย คือไม่มีอะไรเลยแม้กระทั่งเตียง คือมีแต่สปริงบอร์ด นอนลงไปสปริงมันก็ทิ่มหลัง มันเลยทำให้ดิฉันโมโหและทะเลาะกันหนักมาก จนเขาต้องเรียกคุณพ่อของเขามาช่วยเคลียร์ เพราะดิฉันอาละวาดไปพังประตูบ้านเขา ใจดิฉันตอนนั้นคืออยากจะกลับไทยมาก ที่บ้านเรามีทุกอย่าง แต่ทำไมเราถึงต้องเลือกมาลำบากที่นี่ด้วย

ในคืนนั้นเอง ดิฉันก็ได้ติดต่อกับภรรยาของเจ้านายใหญ่ที่ประเทศฟิลิปปินส์ และขอร้องให้เขาช่วยดิฉันให้ได้กลับบ้านที่ไทย คุณฟลอรี่ ได้ซื้อตั๋วขาเดียวให้ดิฉันได้บินกลับเมืองไทย แต่สุดท้ายก็ไม่ได้กลับ เพราะอดีตสามีของดิฉัน เขาเอาพาสปอร์ตของลูกไปซ่อน และดิฉันก็จะไม่มีวันกลับบ้านโดยไม่มีลูกกลับไปด้วยเด็ดขาด

เราสองคนทะเลาะกันจนคุณพ่อเขามาช่วยไกล่เกลี่ย จนในที่สุดก็ผ่านมาได้ ซึ่งตอนนั้นดิฉันก็ยังไม่ได้บอกให้ครอบครัวของดิฉันที่ไทยรับรู้นะคะ เพราะตอนมาดิฉันบอกคุณพ่อแค่ว่า เราจะมาทำวีซ่าที่นี่ แล้วก็จะกลับบ้าน แล้วถ้าเขารู้ว่าเรามาอยู่นี่เลย แถมมาเจอเรื่องอะไรแบบนี้อีก ก็กลัวว่าพ่อเขาจะรับไม่ได้เป็นห่วงหนักกว่าเดิมอีก ก็เลยตัดสินใจว่าไม่บอกดีกว่า

หลังจากที่ดิฉันย้ายมาอยู่ที่นี่ได้สองสามวัน ก็ได้ทราบว่าบ้านของภรรยาเก่าของสามีดิฉันเนี่ย อยู่ใกล้กับบ้านของเราเลย แล้วหลังๆ เขาก็แวะมาที่บ้านของเราบ่อยมาก อ้างว่าพาลูกมาเที่ยวหาพ่อ ซึ่งพ่อก็คืออดีตสามีของดิฉันเนี่ยแหละ แต่ตอนนั้นดิฉันก็ไม่ได้คิดอะไรมากมาย ก็ให้พ่อกับลูกเขาได้ใช้เวลาร่วมกันบ้าง แล้วดิฉันก็ได้เอาเงินเก็บที่นำติดตัวมาด้วยจากไทย ไปซื้อพวกเฟอร์นิเจอร์ต่างๆ แล้วก็ข้าวของที่จำเป็นเพิ่มเติมในบ้าน ตอนที่อยู่ที่นี่แรกๆ ดิฉันยังไม่ได้ทำงานค่ะ เพราะลูกชายยังเล็กอยู่ ก็ใช้เวลาส่วนใหญ่ในการดูแลลูก ส่วนสามีออกไปทำงานข้างนอกแทน อันนี้ต้องยอมรับว่าเขาเป็นคนขยัน เขาหางานทำ เขาได้กลับไปทำงานที่เขาเคยทำ ตัวอดีตสามีดิฉันไม่แน่ใจ ว่าเขาจบแค่มัธยมต้น หรือมัธยมปลายนะคะ แต่เขาทำงานเป็นคนปล่อยรถบรรทุกที่ไปส่งของตามสถานที่ต่าง ๆ  เขาเริ่มจากเคยทำเป็นคนขับรถบรรทุก แล้วได้เลื่อนขั้นเป็นผู้จัดการ ทีนี้พอเขาเห็นเราอยู่บ้านเลี้ยงลูก เขาก็ให้ภรรยาเก่าของเขา พาลูกของเขาอีก 3 คนมาฝากให้ดิฉันเลี้ยงด้วย ภรรยาเก่าเขาอ้างว่าต้องออกไปทำงานเหมือนกัน และไม่มีใครดูลูกเลย ก็เท่ากับว่าดิฉันจากที่เคยเป็น working women มาก่อน แต่มาตอนนี้ต้องมากลายเป็นคุณแม่ที่เลี้ยงลูกถึง 4 คนในคราวเดียวกัน แล้วการเลี้ยงเด็กเนี่ย มันไม่ใช่ง่ายๆ นะคะ

หลังๆมานี้ ภรรยาเก่าของเขา ก็เข้าๆ ออกๆ บ้านเราเป็นว่าเล่นเลยค่ะ ดิฉันก็ได้แต่ช่างมัน ทำในส่วนของเราให้ดีที่สุดละกัน พอเราอยู่ด้วยกันไปสักพัก อดีตสามีของดิฉันก็ซื้อรถเพื่อเอามาไว้ใช้ในครอบครัว ราคาประมาณ 900 เหรียญได้ ซึ่งราคาประมาณนี้ เป็นเงินไทยก็ประมาณ 3-4 หมื่นบาทบ้านเราค่ะ มันก็เป็นรถคันเล็กๆไม่มีแอร์ แล้วตอนที่เราไปถึงที่อเมริกาก็เป็นช่วงซัมเมอร์พอดี อากาศก็ร้อนมาก ในรถก็มีลูกอายุแค่ 5 เดือนบวกกับลูกติดของเขาอีก 3 คน แออัดมาในรถด้วยกัน ก็ลำบากประมาณนึง ดิฉันก็บ่นให้เขาฟังไปตามประสา แต่นึกไม่ถึงว่าเขาจะไปเล่าให้คุณแม่ของเขาฟัง แล้วคุณแม่ของเขาก็มาว่าดิฉัน มาเหน็บแนมบอกว่าดิฉันมาจากประเทศไทยไม่ใช่หรอ ร้อนแค่นี้ทำไมถึงทนไม่ได้ ประมาณว่าอย่ามาทำดัดจริตอะไรประมาณนี้อ่ะค่ะ พอดิฉันได้ฟังตอนแรกก็เจ็บจี๊ดๆ นะคะ ไม่เคยคิดว่าจะโดนดูถูกขนาดนี้ แล้วอดีตสามีของดิฉันเนี่ย เขาเป็นโรคเบาหวานที่ต้องฉีดอินซูลิน ทำให้อารมณ์ของเขาจะขึ้นๆ ลงๆ เขาเคยโมโหจนเอามันฝรั่งทอดร้อนๆ สาดใส่ลูกก็มีมาแล้ว วันนั้นเขาซื้อแมคโดนัลมากินค่ะ แล้วพอลูกขอกินบ้างก็ทำฟึดฟัด บอกลูกว่า แล้วทำไมมึงไม่ซื้อมาสองอัน แล้วพอเบนกลับไปขอเขาเพิ่มอีกอัน ทีนี้ก็สาดมันฝรั่งร้อนๆ ใส่ลูกเลยค่ะ ลูกก็ร้องกรี๊ด ดูสิคะ ทำประชดลูก ดิฉันนี่โกรธมากเลยวันนั้น หลังจากนั้นเป็นต้นมาก็ทะเลาะกันตลอดเวลา ทุกครั้งก็อ้างว่าเป็นเบาหวาน น้ำตาลขึ้นลงตลอด บางทีนึกในใจ ถ้าเป็นเบาหวานแล้วทำเรื่องที่คิดไม่ถึงได้ ทำไมกูไม่เห็นมึงแดกขี้บ้างเลย!!!

พอเบนเริ่มโต ดิฉันก็เริ่มหางานทำ ส่วนนึงก็เพราะต้องการช่วยอดีตสามีแบ่งเบาภาระในบ้านบ้าง ดิฉันทำงานที่ร้าน subway ซึ่งสาขาที่ดิฉันทำงานเนี่ย เรียกได้ว่าเป็นจุดศูนย์กลางของเมืองเลยค่ะ มีทั้งสถานีตำรวจ มีโรงพยาบาล พิพิธภัณฑ์ และสถานที่ราชการต่างๆ  แล้วเหมือนพรหมลิขิตที่เขาได้ขีดดวงชะตาไว้แล้ว ความบังเอิญที่เหมือนจะไม่มีอยู่จริง แต่ดันมีอยู่จริง เพื่อนของพ่อดิฉัน เขาซื้อทัวร์มาเที่ยวที่อเมริกา ที่เมืองวอชิงตัน ดีซีค่ะ แล้วก็เลยมาเที่ยวในเมืองที่ดิฉันอยู่ด้วยพอดีเลย เพราะในเมืองนี้มีทั้งพิพิธภัณฑ์และก็สถานที่ท่องเที่ยวมากมาย แล้วคือเขาก็ดันมาแวะหาของกินในเมืองที่เราอยู่พอดีอีก โอ๊ย อะไรจะโลกกลมขนาดนี้ แล้วเขาก็มาเจอเรายืนขายขนมปังอยู่ที่ร้าน subway จริงๆ เราเห็นเขาตั้งแต่อยู่ข้างนอกแล้วค่ะ เห็นเขาเกาะกระจกมองมาข้างในอยู่ คิดว่าเขาคงอึ้งแหละ เห็นเขายืนนิ่งไปเลย จากลูกสาวเพื่อนที่เคยทำงานเป็นถึงระดับผู้บริหาร แต่พอมาถึงที่นี่ เขามาเจอเรายืนทำแซนวิสขายให้ฝรั่ง เขาก็เดินเข้ามาซื้อขนมปัง มาถามสารทุกข์สุขดิบ ดิฉันก็เลยขอร้องเขาว่า อย่าไปบอกพ่อของดิฉันเลยนะคะ ว่าดิฉันทำงานอยู่ที่นี่ ไม่อยากทำให้คุณพ่อต้องเป็นห่วง ในตอนนั้นเขาก็รับปากนะคะ แต่พอถึงไทยเท่านั้นแหละก็ตามคาด เขาก็ไปบอกคุณพ่อของดิฉันทันที ว่ารู้ไหม ไปเจอลูกสาวยูมา ลูกสาวยูน่ะยืนขายขนมปังอยู่ที่อเมริกา ดูแล้วชีวิตเธอคงลำบากมากเลยนะ เธอผอมลงเยอะเลย ดิฉันนี่ไม่อยากจะคิดถึงหน้าคุณพ่อตอนที่ทราบข่าวเล้ย

แล้วคุณพ่อด้วยความที่เป็นห่วงดิฉันมาก หลังจากทราบข่าว ก็รีบโทรมาหาเลยค่ะ เราก็ได้แต่ปลอบคุณพ่อไปว่า มันไม่เป็นไร มันก็อาชีพเหมือนกัน ดิฉันดูแลตัวเองได้ ไม่ต้องเป็นห่วง ซึ่งเรื่องนี้ทำให้จากเดิมที่คุณพ่อเกลียดสามีของดิฉันอยู่แล้ว ก็กลายเป็นเกลียดมาก มาก มากขึ้นไปอีก ตอนแรกที่คุณพ่อเกลียดอดีตสามีของดิฉัน เราก็ยังไม่เข้าใจหรอกนะคะ ยังคิดว่าทำไมอคติกับเขาจังเลย แต่พอเริ่มได้เป็นแม่คน ทำให้เราเข้าใจเลย ด้วยความคิดถึงและความเป็นห่วงของความเป็นพ่อแม่คนเนี่ย มันเป็นยังไง และมันก็ยังสามารถทำให้คนๆ หนึ่งที่แข็งแรงมาตลอด ล้มป่วยลงได้ง่ายๆ  ใช่ค่ะ  คุณพ่อของดิฉันล้มป่วยลงเพียงไม่นานหลังจากที่ทราบข่าวของดิฉัน ดิฉันก็เลยบอกอดีตสามี ว่าอยากจะกลับไปเยี่ยมคุณพ่อที่ไทย แต่พอเขารู้เท่านั้นแหละค่ะ ว่าดิฉันจะกลับไปเยี่ยมคุณพ่อที่ไทย เขาก็พาดิฉันไปทำเรื่องที่ศาลเพื่อไม่ให้อนุญาตให้ลูกของดิฉันออกนอกประเทศสหรัฐอเมริกาได้ เขาใจร้ายและเห็นแก่ตัวมากค่ะ ในตอนนั้นดิฉันทั้งเสียใจและเครียดมาก เรื่องคุณพ่อดิฉันก็เป็นห่วง แต่ดิฉันก็จะไม่ทิ้งลูกไว้เด็ดขาด แต่ไม่รู้ว่าจะต้องทำยังไง คืนนั้นดิฉันย้ายออกจากบ้านเขาเลยค่ะ เพราะโกรธมาก แต่ก็ย้ายไปได้แค่อาทิตย์เดียวเท่านั้นเองค่ะ เขาก็มาคุกเข่าขอให้เรายกโทษให้  พูดต่างๆ นาๆ ทำให้เราหลงเชื่อใจ แต่ก็ดีอยู่แปปเดียวแล้วทุกอย่างก็กลับไปเป็นเหมือนเดิม

Broken Diary Ep1-1

I’m writing this to share my experiences to be a lesson for people in the next generation who wish to live in America or to have a relationship with a foreigner. This is because no matter where men are from, there are both good and bad guys everywhere. Don’t think that marrying a foreigner will bring you a perfect life. I’ll also be sharing the necessary things to prepare when having to divorce an American husband.

So, let’s start!

Before I got married and moved to America, I was the owner of a stainless-steel railing manufacturer for buildings and hospitals. My business was in Thailand. It eventually had to be shut it down because my customers were not paying their bills. After that, I started working as an assistant to the president of a printer sales company. My boss was a German executive operating business in Thailand. My love story began when my friend asked me to help her by being an interpreter for her and her American boyfriend. I had been helping her for 2-3 months until she got her visa and flew to America. When she came back to Thailand, they broke up because, as she said, he was not the right man.  My friend’s ex-boyfriend was the father of my ex-husband, a man who changed my life forever.

As I had been the interpreter of my friend’s boyfriend, I still kept in touch with him even though they had already broken up. He asked me if I want to meet his son. Well, I had seen him on the webcam once and he looked nice.  I didn’t think I would get serious with him so we just texted each other via Messenger. At that time the Internet had just started to boom in Thailand. After we got to know each other for a while he started visiting me often in Thailand.   I was really starting to like him a lot after we started seeing each other in person. At first, I didn’t care if the man I dated was wealthy or not. You know, I thought I could work and earn my own money. Also, I was 3o years old already at that time so I thought it was time to be serious about love. Another reason why I thought it must be this guy was that my appearance was not a “cup of tea” for most Thai men, making it difficult to get a boyfriend. However, I was the only daughter among three sons and my father was so possessive toward me.  Let me tell you that my ex-husband was not wealthy and he already had three children. Anyway, I didn’t care about that since I thought that we could have a family together. After having been intimate for 2-3 months, I decided to take him to meet my family in Thailand, including my father. Undoubtedly, my father was not feeling good about him since he had three kids and was not wealthy. My father was worried about me, as he didn’t want me to have a difficult life when married to this guy. Nonetheless, you know “love is blind.” I didn’t listen to my father’s words and only thought that he tried to discourage our relationship. We decided to secretly get married and go on a honeymoon in Singapore. While on our honeymoon I realized that we couldn’t go on anymore, for sure. 

When you love someone, nothing else matters and you won’t listen to anyone else.

sawasdeeusa

As I mentioned before, I never cared about the status of people because I believed that we could help each other  build a life together. But during our honeymoon, I started to see his nature more and more. He was a big spender and all the money he spent was mine! It was not acceptable at all to spend that much money without thinking. I also thought that if he spent money like this, what would our future look like? We were arguing with each other so fiercely that I knew it was going to be over after going back to Thailand. When we were back in Thailand, boom! I was pregnant. I was so stressed and anxious, and I was not feeling good about him. Plus, what would my father say about this? This was definitely an unacceptable situation for him. My ex-husband and I discussed openly what we should do next, break up or keep going. He wanted to stay together because he loved me so much then. He also said that he wanted to take care of his new family and work in Thailand. Due to his devotion and promises, I gave him a chance. I told him to go to America and make whatever arrangements he needed to do with his other children. When he came back to Thailand I got him a job as an English teacher. I also bought him a car so that he could get to work. Everything looked like it was going quite well, right? This was just the beginning. As we were from different countries, many cultural differences were causing problems, especially with my father. When my father found out that I bought him a car, he blamed my ex-husband and said he was worthless and good-for-nothing. My father’s hatred for him grew every day.  He couldn’t support me and was living off my money. Also, my father was a well known person so it would embarrass him badly to have such a son-in-law.

So now we are living in Thailand and I am pregnant. He worked and sent all his money to his family in America, which I though was a good thing to do as a father. I had no problem with money and I thought it would be better for him to give money to his kids in America so he wouldn’t need to worry about their living conditions.  

This was the day of our breaking point between my ex-husband and my father. It happened when we visited my father and I asked my ex-husband to get my bag from the car.  His personality is Western and very arrogant , and his manner is not the same as an Asian. This was not good in my father’s view, who was a very conservative person. When he got my bag, I was sitting on the floor and he threw it at me. I was seven months pregnant but I knew he didn’t mean anything by it.  He was just trying to be funny because he also said “here you go, my chubby babe” But OMG! My father was furious about what he did and they had an big argument. My ex-husband didn’t even understand what my father said because he didn’t speak English, but he knew that my father was very angry.  My father couldn’t believe that he would do such a thing in front of his wife’s father.  My ex-husband realized that my father hated him so much and he told me that he wanted to go back to America. He knew it would be difficult for him to live here and he also missed his children.

So, we decided to go to America but I didn’t tell my dad that I was moving there. I was afraid that he wouldn’t understand and be very sad.  I told him that I’ll get my visa done there and I’ll be back soon. At that time, my son was only five months old. After we arrived in America, his father, the man who I was an interpreter for, came to pick us up at the airport. I saw my ex-husband give his father money and I heard him say “Here you go, dad. It’s for Ben’s bed ”(my 5 month-old son).  I was so confused that he didn’t prepare anything for us. Why didn’t he? If we were in Thailand, everyone would be so excited to see their grandchild and they would get everything ready to welcome.  I tried not to take it so seriously because I thought that it might be a cultural difference and I was feeling excited about America.  That time was about 16-17 years ago. I thought that America must be modernized, civilized, and full of towering and dazzling buildings. When living in Thailand, I lived in Bangkok, which is an urban area, so I had imagined that America was going to be perfect. But it was totally different. America that I saw for the first time was a country with lots of farms and fields. That was the first thing that shocked me. Let me tell you that this house was my ex-husband’s fathers, but he moved to his wife’s house so we could live there. The second that I stepped into the house, the fighting between my ex-husband and me started.

Can you guess why?  Because there was nothing in the house. They didn’t prepare anything for us. There was no furniture or even a bed. There was only a box spring, which was going to hurt when laying on it. We were fighting so bad that we had to ask his father to step in. I was so upset that I smashed the door of his house. I wanted to go back to Thailand right then. I had everything there, so why would I want to suffer here? 

I contacted my boss wife, who is Filipino (Ms.Flory) and toldher I wanted to go back to Thailand . She bought a ticket for me to return home (one way ticket) but my ex husband hid Ben’s passport. So I can’t return home because I will not go home without my son. No…Nope! never.

The situation got better after his father helped patch things up. I didn’t tell my father about what was going on here. I only told him that I came here to get my visa. If he had known what I had lied, he would have been so worried. After we were here for 2-3 days, his ex-wife, who lived nearby our house, came over often to take her kids to see their daddy, my ex-husband.  I understood and I thought it was a good thing for my ex-husband to spend time with his kids.

Well, I had spent my savings from Thailand buying furniture and necessary things for the house. I didn’t get to work yet because my son, Ben, was still a baby and I had to look after him. It was my ex-husband who worked. I had to say that it was very impressive that he was a diligent person, always finding a job. He got a job where he used to work. I wasn’t sure whether he finished high school. He used to work as a truck driver and he was promoted to manager, controlling truck drivers to deliver goods to several areas.

While I was staying home looking after my son, he told his ex-wife to take her three children to me to look after them. He claimed that his ex-wife had to go to work and there was no one home to take care of them. Who would believe that from a working woman like me turning into a mommy with 4 kids? You know, looking after kids is not easy.  His ex-wife came to our house often and yes, I just let it go and did my best.  After a while, my ex-husband bought a car that cost 900 dollars, that’s about 32,000-34,000 Thai baht. It was a small car without an air conditioner. Just imagine it was summertime in America, which was sweltering hot. We had to pack in this small car, my ex-husband, his three kids, my baby, and me. It was so uncomfortable that I complained but I didn’t make too big a deal of it.  I didn’t know that he would tell his mother about me complaining. She said “Isn’t she from Thailand? Why can’t she take it?” It was like she was blaming me and I was pretending to be uncomfortable. I was hurt because I didn’t expect that she would look down on me like that.

My ex-husband had diabetes so he had to get insulin injections which caused his emotional instability. There was one day that his temper was so hot that he uncontrollably threw hot fries into my son’s face. He bought McDonald’s and my son asked if he could have some fries. Then, I yelled at him “If you didn’t want to share, why didn’t you buy two?”  When my son asked him to share fries for the second time, he threw hot fries into my son’s face and my son screamed loudly. I couldn’t believe what he did! I was extremely furious at him. After that, we fought all the time. And every time we fought, he always claimed that it was because of the diabetes that caused the instability of glycemia in his body. Sometimes I thought to myself “If getting diabetes could make you do everything uncontrollably, then why do I never see you eat your own f*cking s*it!?” As you can tell, I was not buying that excuse.

When Ben got a little older, I found a job to help my ex-husband lighten the financial load. I worked at Subway restaurant, which is located in the center of the small town, surrounded by police stations, hospitals, museums, and government complexes.  It was like destiny from god or something. The thing that shouldn’t happen really happened. My father’s friend had a tour to America in Washington DC near the city where I was working. They came to find something to eat around where I was. Damn! What a coincidence!  He saw me selling a sandwich in a Subway restaurant. In fact, he saw me from the outside about the same time I saw him. I knew it would shock him so much because he knew me as an executive and now as a sandwich shop employee. Well, he came in and bought a sandwich and we talked about my life here. I begged him not to tell my father because I didn’t want him to worry.  He promised he wouldn’t tell. But as I expected, immediately after going back, he told my father that he saw me selling sandwiches and not looking so good, like I was troubled. Oh damn! I didn’t want to imagine my father’s facial expression after hearing that. My father worried so much that he called me. I comforted him and told him that it is ok, it is a job and I’m doing well, so don’t worry. This was just another reason that made my father hate my ex-husband so much more. The first time that I saw my father hate my ex-husband so much, I thought it was just a prejudice. But when I became a mother, I knew that missing and worrying about their children could cause a healthy person to get ill. Yes, my father got sick after hearing about me in America.  I told my ex-husband that I wanted to go back to Thailand to see my sick father. He was so mean and selfish. He took me to the court to stop me from taking my son out of America, without his permission. I was so depressed and anxious and I didn’t know what I should do because I didn’t want to leave my son here. So, I decided to move out of his house. After one week, he came to me, got down on his knees, and asked for forgiveness. He said many things and I believed his words. And yes, everything went well for a while, and everything was back to the way it had been.

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Prev
Living in America

Living in America

Thinking about coming to America?

Next
Welcome to America – Washington DC
Credit : https://www.freepik.com/free-photo/us-elections-concept-with-america-flag_10831717.htm

Welcome to America – Washington DC

Discover a city full of history, culture, entertainment and the US President!