Broken Diary บันทึกรัก (ไม่ลับ) ร้าว ของเมียฝรั่ง – ตอนจากแม่ด้วยดวงใจ Chapter 1-2

อยากมีสามีฝรั่ง ฟังทางนี้

…ต่อจากหน้าแรก

เวลาผ่านไปประมาณ 5 ปี อาการของคุณพ่อก็ทรุดหนักขึ้นเรื่อยๆ สุดท้ายคุณพ่อก็จากดิฉันไปในที่สุด ในช่วงเวลาก่อนที่คุณพ่อจะเสียชีวิต ดิฉันยังจำความรู้สึกนั้นได้เป็นอย่างดี ในช่วงเวลาประมาณ ตี 5 ของอเมริกา ขณะที่ดิฉันกำลังนอนหลับอยู่ ก็รู้สึกเหมือนมีคนมาดึงแขนให้ลุก จนสะดุ้งตื่นขึ้นมา พร้อมกับเสียงร้องของโทรศัพท์ที่ดังสนั่นหวั่นไหวไปทั่วบ้าน ซึ่ง ณ เวลานั้น เหมือนเราจะทราบด้วยลางสังหรณ์ของคนเป็นลูก มือมันสั่นมากๆ ตอนเอื้อมไปรับสายโทรศัพท์ และแล้วสิ่งที่ดิฉันกลัวที่สุดก็เกิดขึ้นจริง  โทรศัพท์จากไทยโทรมาแจ้งข่าวร้ายที่ดิฉันไม่อยากได้ยิน คุณพ่อของดิฉันได้จากไปแล้วอย่างไม่มีวันกลับ ในเวลานั้นดิฉันทำอะไรไม่ถูกเลย ตัวสั่น มือสั่น และไม่รู้ว่าต้องทำอะไรต่อ โลกทั้งโลกในชีวิตฉันถล่มทลาย ชีวิตมันมืดไปหมด พอเริ่มตั้งสติได้ ก็รีบโทรหาเพื่อนสนิทที่ชื่อตุ๊ก น้องตุ๊กเป็นเพื่อนรุ่นน้องที่คอยให้คำปรึกษาเรื่องต่างๆ มีอะไรดิฉันก็จะเล่าให้เขาฟังตลอด ตอนรู้จักกันใหม่ ๆ น้องตุ๊กเคยถามว่า “พี่คิดยังไงถึงได้แต่งงานกับคนนี้” 55555 เพราะเวลามีเรื่องอะไรหรือทะเลาะกันกับอดีตสามี ดิฉันก็โทรหาน้องเขาตลอด

พอน้องตุ๊กทราบข่าวเรื่องคุณพ่อ เขาก็รีบซื้อตั๋วเครื่องบินให้ดิฉันกลับไทยทันที ในช่วงเช้ามืดของวันนั้นเลยค่ะ เป็นเรื่องที่จำได้ไม่เคยลืม ซึ้งในน้ำใจของเพื่อนรุ่นน้องคนนี้มาก ตอนนี้ผ่านมาเกือบยี่สิบปีแล้ว เราก็ยังคบกันอยู่ค่ะ คำว่าเพื่อนเนี่ย มันอาจจะไม่ได้เริ่มต้นจากการต้องไปเรียนด้วยกัน หรือโตมาด้วยกันเสมอไปนะคะ เพราะโลกนี้กว้างใหญ่นัก วันนึงถ้าถึงเวลาที่ถูกกำหนดไว้ เพื่อนแท้เหล่านี้ก็จะมาปรากฏตัวขึ้นในชีวิตของเราเอง แล้วตอนที่ดิฉันบินไปงานศพคุณพ่อ ทุกคนในงานมองมาเป็นสายตาเดียวกันเลยค่ะ ว่านี่นะหรือ ลูกสาวที่พ่อเขา ชมนักชมหนาว่าเก่ง ไปถึงอเมริกา ก็ไม่เห็นมีอะไรดีขึ้นเลย บลา ๆ หรือเราอาจจะคิดลึกไปไหมไม่รู้ แต่สายตาของคนอื่นที่มองมา มันบอกถึงความคิดแบบนั้นได้ มันทำให้ดิฉันยิ่งเสียใจและรู้สึกผิดมากขึ้นกว่าเดิม แต่เราก็ทำได้แค่นั่งร้องไห้ที่มุมนึงของศาลา

ดิฉันยังจำความรู้สึกนั้นได้เป็นอย่างดี เมื่อคุณพ่อจากไปแล้วอย่างไม่มีวันกลับ เหมือนโลกทั้งโลกถล่มทลาย ชีวิตมันมืดไปหมด

sawasdeeusa

ในระหว่างที่ดิฉันกลับมาประเทศไทย 7 วัน เพื่ออยู่ร่วมในงานศพของคุณพ่อนั้น อดีตสามีของดิฉันคงคิดว่าพอดิฉันกลับมา ต้องมาขอเลิกกับเขาแน่ๆ ระหว่างที่ดิฉันอยู่ที่ไทย อดีตสามีจึงแอบไปคบหากับหญิงสาวคนใหม่ แล้วบอกเลิกกับดิฉันทันทีที่ดิฉันกลับไปถึงที่อเมริกา ซึ่งแฟนใหม่ของเขาก็คือเพื่อนของภรรยาเก่าของเขานั่นเองค่ะ แต่ผู้หญิงคนนี้เขาก็มีสามีอยู่แล้วนะคะ หล่อนมีลูกสองคน ก็เหมือนเป็นชู้กันอ่ะค่ะ เจ็ดวันนี่นะ มึงเจอรักแท้ ! แต่ด้วยความที่เราเป็นผู้หญิงไทยใจเด็ดเดี่ยว เลิกก็เลิก ถ้าเขาไม่รักเราแล้ว เราจะไปทนอยู่เพื่ออะไร ดิฉันก็คิดว่า ดิฉันสามารถใช้ชีวิตอยู่คนเดียวได้ ก็เลยออกไปเช่าบ้านอยู่กันเองกับลูกสองคน แต่ ไม่รอดค่ะ เกิดเรื่องต่างๆ มากมาย บ้านที่ย้ายไปก็ไม่ไกลเท่าไหร่นะคะ ถัดไปสองหลังจากที่เดิม ดิฉันก็ยังไปทำงานที่ subway เหมือนเดิม ยังต้องขับรถผ่านบ้านหลังเก่า ความทรงจำเก่าๆก็ย้อนกลับมา น้ำตาไหลพรากทุกครั้งที่ขับผ่าน แต่ก็พยายามคิดว่า เอาวะ พอทำเรื่องหย่าเสร็จ ค่อยย้ายไปอยู่ที่อื่น

ตอนที่ดิฉันย้ายออกจากบ้านไปใหม่ ๆ ด้วยความที่เราไม่ได้มีเงินเท่าไรนัก ก็เลยยังไม่ได้ซื้อพวกเครื่องใช้ไฟฟ้าเพิ่มเติม เลยต้องเอาผ้าไปซักที่บ้านเก่า ตอนแรกเขาก็ให้ซักปกติ แต่พอผ่านไปหนึ่งอาทิตย์ เขาบอกไม่ให้มาซักแล้ว เพราะแฟนใหม่ของเขาไม่ชอบ  ดิฉันเลยอ่ะ ไม่ให้ซักก็ไม่ซัก ทั้งๆที่ข้าวของเครื่องใช้ทุกอย่าง ดิฉันก็เป็นคนซื้อมาแท้ๆ แล้วชีวิตซิงเกิ้ลมัมของดิฉันก็ดำเนินมาเรื่อยๆ จนกระทั่งในปี 2009 เป็นปีที่หิมะตกหนักมากในประวัติศาสตร์ของอเมริกาเลยค่ะ ตอนที่ดิฉันย้ายออกมาจากบ้านเขาเป็นช่วงเดือนกันยายนซึ่งเป็นหน้าหนาวพอดี ความหนาวเหน็บและความเศร้าโศกในเรื่องของพ่อ มันทำให้ดิฉันเจ็บปวดมากทั้งร่างกายและจิตใจ ผู้หญิงตัวคนเดียวต้องไปทำงานทุกวัน กลับมาถึงบ้านก็ดูแลลูก บางวันดิฉันก็ต้องพาลูกไปนั่งรอที่ทำงาน บอกเลยว่าตอนนั้นดิฉันทั้งเหนื่อยและประสาทเสียมากๆ  อดีตสามีก็ไม่เคยให้เงินช่วยเหลือเลยสักนิดเดียว เขาพูดอยู่อย่างเดียวว่า ถ้าอยากได้ก็ให้ไปฟ้องเอา ทำให้ดิฉันก็มีเงินจ่ายค่าเช่าบ้านบ้าง ไม่มีบ้าง วันดีคืนดีอดีตสามีก็ส่ง text มาด่าว่าดิฉัน “ว่าเมื่อไหร่คุณจะกลับประเทศโลกที่สามของคุณไปสักที คุณไม่มีวันมาเทียบแฟนใหม่ของผมได้หรอก เธอมีดีกรีจบนางพยาบาล การศึกษา กับความเก่ง ของคุณไม่สามารถเอามาเทียบกับเธอได้เลย” ดูสิคะ ใจร้ายมาก เขาคิดได้ยังไง ถึงทำกับดิฉันแบบนี้ ผู้หญิงตัวเล็กๆ ที่เพิ่งสูญเสียพ่อไปยังไม่ถึงสองอาทิตย์เลย

นอกจากจะบังคับให้พวกเราต้องออกมาจากบ้านแล้ว ยังไม่เคยส่งเสีย แถมไม่เคยให้กำลังใจหรือปลอบใจอดีตภรรยาคนนี้เลยด้วยซ้ำ ดิฉันเคยโทรหาเขา เพื่อขอให้เขามารับลูกที่โรงเรียนบ้าง เขากลับบอกว่าไม่ได้ เขาต้องดูแลลูกของแฟนใหม่ ซึ่งอายุเท่ากันกับเบน เราก็บอกงั้นก็ไม่เป็นไร ในระหว่างที่ดิฉันยังอยู่กับเขา ดิฉันได้ซื้อรถเป็นชื่อตัวเอง เป็นรถคันเก่าๆ เอาไว้ส่งลูกไปโรงเรียน และขับไปทำงาน ซึ่งก็ยังผ่อนอยู่ เอาเงินที่หาได้จาก Subway นี่แหละค่ะมาส่ง เพราะตัวอดีตสามีไม่สามารถซื้อรถได้แล้ว ประเทศอเมริกาต้องใช้ชีวิตอยู่ด้วย เครดิตสกอร์ค่ะ ถ้าเครดิตเสีย จะทำอะไรไม่ได้เลย

ตอนที่ดิฉันย้ายออกจากบ้านเขามาแล้ว รถของดิฉันก็เสียบ่อยมาก เคยโทรไปขอให้เขามาช่วย แต่เขาก็ไม่ช่วย ไม่สนใจเลยด้วยซ้ำค่ะ ดิฉันก็ไม่อยากให้ลูกต้องขาดเรียน แล้วโรงเรียนก็อยู่ไม่ไกลจากบ้านเช่ามากเท่าไรด้วย ก็เลยคิดว่า เอาวะ ถ้าเราเคยเดินใส่ส้นสูง ตรวจงานลูกน้องที่ไทย บนตึกที่มีตั้งยี่สิบชั้นมาแล้ว แค่นี้กูทำได้! วั นนั้นดิฉันกับลูกเลยเดินจูงมือกัน สลับกับดิฉันอุ้มเบนขึ้นหลังบ้าง เพื่อไปส่งเขาที่โรงเรียน ระหว่างที่เดินไปน้ำตาก็ไหลออกมาจากตา ท่ามกลางหิมะที่ตกลงมา น้ำตาที่ไหลก็กลายเป็นน้ำแข็งไปอีก  มันช่างเหมือนชีวิตในละครเรื่องโอชินจริง ๆ เลยค่ะ 5555 แต่ก็ไม่ย่อท้อค่ะ ดิฉันทำเพื่อลูกทำได้อยู่แล้ว

เรื่องราวความใจร้ายของอดีตสามียังมีอีกนะคะ ยังไม่จบแค่นี้ ดิฉันเคยขับรถติดหล่มหิมะค่ะ แล้วโทรบอกให้เขามาช่วย เพราะดิฉันจำเป็นต้องออกไปทำงาน เพื่อหาเงินมาเลี้ยงลูก เพราะในเมื่อคุณไม่ให้ ฉันก็ต้องทำงานหาเงินเอง แต่เขาก็ไม่มาค่ะ เขาบอกแต่ว่า ให้ดิฉันกลับไทยไปเสียทีเถอะ เธอใช้ชีวิตอยู่ในเมกาไม่ได้หรอก เธอไม่รู้ว่าการใช้ชีวิตในช่วงหิมะตกหนัก เขาทำกันยังไง ดิฉันก็ได้แต่นึกในใจ แล้วเธอเคยสอนฉันบ้างไหมล่ะ เรื่องการใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ ไม่เคยเลย ถ้าใครกำลังมีสามี แล้วย้ายมาอยู่ที่นี่ แล้วถ้าเขาไม่สอนอะไรบ้างเลย ดิฉันอยากให้น้องๆ หัดเรียนรู้จากสิ่งรอบตัวบ้าง ไม่อยากให้เป็นอย่างดิฉัน ถือว่าห้าปีที่ใช้ชีวิตอยู่ที่อเมริกาในเวลานั้น ดิฉันใช้ชีวิตได้ผิดมากๆ ตอนนั้นดิฉันเลยต้องโทรหาเพื่อนสาวชาวเปรู ชื่อ Mitzy เราทำงานด้วยกันที่ร้าน subway ค่ะ ดิฉันเล่าให้เพื่อนฟังว่าเกิดอะไรขึ้น พอเพื่อนทราบก็รีบมาหาทันที มาถึงเห็นเรากำลังยืนร้องไห้อยู่ เพื่อนก็จับตัวเราแล้วเขย่า บอกให้เราเลิกครวญครางได้แล้ว 5555 พร้อมบอกให้หัดทำอะไรด้วยตัวเองซะก่อน อย่าไปโทรหาอดีตสามี จะไปโชว์ให้มันเห็นทำไมว่าเราอ่อนแอ รู้จักใช้ชีวิตให้รอดด้วยตัวเองบ้าง แล้วเธอก็หาไม้มาหนุน พร้อมสอนดิฉันให้รู้จักเอารถออกจากหล่ม เราสองคนตะคอกกันไปกันมา ทั้งหัวเราะ และหกล้ม ล้มลุกคลุกคลานอยู่อย่างนั้นระหว่างที่เอารถออกจากหล่ม พอหิมะตกเสร็จแล้วฝนก็ดันตกลงมาอีก เราสองคนทั้งหนาวและเปียก พื้นก็ลื่น แต่ในที่สุดก็เอารถออกมาจากหล่มได้ Mitzy เธออยู่อเมริกามานานกว่าดิฉัน เธอเป็นคุณแม่ลูกสองที่มีความเก่งมากทีเดียว ดิฉันได้ประสบการณ์อะไรหลาย ๆ อย่างมาจากเพื่อนคนนี้  ตอนที่เราขับรถกลับบ้าน พอผ่านบ้านอดีตสามี เราสองคนก็บีบแตร ปี๊น ๆ ใส่ เพื่อบอกให้เขารู้ว่า ถึงชั้นไม่มีแก ชั้นก็รถเอาออกได้นะยะ  แล้วรู้ไหมคะว่าประกันรถ เขาก็ตัดชื่อดิฉันออก ดิฉันเพิ่งมาทราบตอนวันนั้นที่เกิดเรื่อง เพราะเรียกคนมาช่วยยกรถ แล้วเขาบอกว่ารถเราไม่มีประกันแล้ว ไปทำให้ไม่ได้ โอ้โห!! ช่างทำกันได้นะ ก่อนหน้านั้นดิฉันขับรถพาลูก ซึ่งก็เป็นลูกของเขาเช่นกัน ไปโรงเรียนตั้งสองอาทิตย์แบบไม่มีประกัน ดีนะที่ไม่ได้เกิดอุบัติเหตุอะไร 

อากาศเริ่มหนาวจัด เงินที่มีอยู่ก็เริ่มไม่พอ ดิฉันยังไม่เคยบอกให้บ้านที่เมืองไทยรู้นะคะ ว่าดิฉันได้ย้ายออกมาอยู่ข้างนอกกับลูกแล้ว บอกตรงๆเลยว่า ไม่กล้า เพราะพี่ๆ ก็ยังเสียใจกันอยู่กับเรื่องคุณพ่อ แล้วเราก็โตกันแล้ว เลยคิดว่า เราก็ควรจะช่วยเหลือตัวเองก่อน

จนมาวันนึงเราไม่มีเงินพอจะซื้อถุงเท้าใหม่ให้เบน ก็โทรไปหาอดีตสามีอีก คือบ้านใกล้กันก็เผื่อว่าเขามีถุงเท้าจากลูกของแฟนเก่าให้เราบ้าง แล้วก็ลืมไปว่า Mitzy เคยบอกไม่ให้โทรหาอดีตสามีอีก ถ้ามีอะไรให้โทรหาเธอแทน แต่ตอนนั้นเป็นเวลาตอนเช้า ดิฉันก็ไม่อยากรบกวนเพื่อน ก็เลยโดนอดีตสามีด่ากลับมาอีก  ก็ร้องไห้ไปอีกสิคะ แล้วเขาก็ยัง text มาด่าต่ออีกนะคะ ว่าเมื่อไหร่จะกลับเมืองไทยเสียที ประมาณว่าอึดมากนะมึง  ดิฉันก็บอกว่า ไม่กลับ! ไม่มีลูกกลับไปด้วยฉันไม่กลับ! รัฐต่างๆ ที่นี่ การหย่าร้างมีกฎหมายที่แตกต่างกัน รัฐที่ดิฉันอยู่ ต้องแยกกันอยู่ก่อน ทุกอย่างต้องเป็นขั้นเป็นตอน และทุกอย่างก็ต้องใช้เวลาและเงิน!!!

ดิฉันเคยแวะไปหาคุณย่าของอดีตสามีด้วยนะคะ คนที่ดิฉันดูแลเขามาตลอดระยะเวลาห้าปีที่อยู่ด้วยกัน พาเขาไปหาหมอ แวะไปดูแลตลอด แล้วคุณย่าก็รู้และเห็นเรื่องของดิฉันมาตลอดเช่นกัน จนมาอาทิตย์นั้นเราไม่มีเงินพอที่จะจ่ายค่าเช่าบ้านจริงๆ ดิฉันจึงไปขอร้องให้คุณย่าช่วย เขาก็ให้เรามา $50 แล้วเขาบอกเราว่า เขาช่วยเราไม่ได้นะ ช่วยได้แค่นี้ แต่เขากลับมีเงินไปบริจาคให้โบสถ์ที่เขาไปตั้งมากมาย มันทำให้ดิฉันรู้สึกน้อยใจและเสียใจมาก อุ้มเบนออกมาจากบ้านหลังนั้น แล้วก็กลับมานั่งร้องไห้ในรถ  มาถึงตรงนี้ อยากให้น้องๆ รู้ว่า ไม่ว่ายังไง เลือดมันก็ข้นกว่าน้ำ อันนี้เรื่องจริงนะคะ ถ้าทำงานได้เงินมาก็เก็บเอาไว้ส่วนตัวบ้าง ไม่จำเป็นต้องให้สามีรู้ไปทั้งหมด เพราะยามฉุกเฉิน ไม่มีใครเขาช่วยเราได้เท่าตัวเราเองจริงๆ เชื่อดิฉันนะคะ!

แล้วมีอยู่วันนึงดิฉันมีไข้ขึ้นสูงมาก แล้วในปีนั้นก็มีไข้หวัดนกระบาดด้วย ดิฉันก็ไม่แน่ใจว่าเราเป็นไข้หวัดนกหรือเปล่า หรือเป็นแค่ไข้หวัดธรรมดา ไข้ดิฉันขึ้นไปประมาณ 105 องศา ดิฉันจึงจำเป็นต้องโทรไปหาอดีตสามีอีกครั้ง แต่ครั้งนี้มันจำเป็นจริงๆค่ะ ดิฉันบอกให้เขาช่วยมารับเบนไปอยู่ด้วยก่อนได้ไหม เพราะดิฉันจะต้องขับรถไปหาหมอ รถก็ไม่มีประกัน เราก็กลัวจะเกิดอุบัติเหตุ เพราะเงินเดือนดิฉันยังไม่ออก ยังจ่ายค่าประกันไม่ได้ แล้วก็ตามคาดค่ะ อดีตสามีก็บอกว่ามารับไม่ได้ เพราะแฟนใหม่เขาก็กลัว ถ้าเบนเป็นไข้หวัดนก เด็กๆ ที่นี่ทั้งลูกเขาเอง แล้วก็ลูกจากแฟนใหม่เขาอีกสองคนก็อาจจะติดไปด้วย บอกให้เราคิดเอาเองว่าเราจะต้องทำยังไงต่อ แล้วเขาวางสายไปเลย Oh my god! ถึงแม้ว่าดิฉันจะไม่ได้คาดหวังอะไรจากเขามากมาย แต่ก็ไม่ได้คิดว่าเขาจะเห็นแก่ตัวขนาดนี้ แล้วเบนก็เป็นลูกของเขาทั้งคน วันนั้นดิฉันก็เลยต้องขับรถไปโรงพยาบาลเพร้อมกับเบน พอไปถึงโรงพยาบาลก็เลยโทรไปบอกให้เพื่อนที่ทำงานชื่อ Esther ให้เขามาช่วยดูแลเบน ซึ่งเขาก็ยินดีที่จะช่วยมารับเบนไปอยู่ที่บ้านเขา  Esther เธอป็นคนฟิลิปปินส์ค่ะ ทำงานที่เดียวกับดิฉันที่ร้าน subway ดิฉันเป็นหัวหน้ากะกลางคืนของเขา เราสนิทกันมาก Esther มีอายุมากกว่าดิฉัน แต่เราก็สามารถกลายเป็นเพื่อนกันได้ คืนนั้นดิฉันจำได้ดีและไม่เคยลืมความช่วยเหลือของเพื่อนคนนี้เลย กลับมาตอนที่ดิฉันนอนอยู่ที่ห้องไอซียูนะคะ ดิฉันรู้สึกเหมือนกำลังจะช็อก เพราะทั้งเรื่องพ่อ เรื่องไข้ขึ้น เรื่องเบน ไหนจะเรื่องแค้นใจอดีตสามีอีก ทำให้ร้องไห้แบบดังมาก จนเตียงข้างๆ อยากย้ายห้องเลบทีเดียว 5555

พอคุณหมอเดินมาตรวจ ก็บอกให้ดิฉันสงบสติอารมณ์ และใจเย็น ๆ คุณหมอได้ให้น้ำเกลือและยาลดไข้ พร้อมกันนำเลือดของเราไปตรวจ ผลออกมาว่า เราไม่ได้เป็นไข้หวัดนก เป็นแค่ไข้หวัดธรรมดา ดูแล้วน่าจะเกิดจากการพักผ่อนไม่เพียงพอ คุณหมอก็เลยถามดิฉันว่าเกิดอะไรขึ้น ดิฉันก็ร่ายไปสิคะ ทั้งหมดทั้งมวลที่ดิฉันพบเจอมา พอได้ฟังคุณหมอก็ดูอึ้งๆ อาจจะฟังออกบ้าง ไม่ออกบ้าง เพราะตอนที่เล่าดิฉันก็ร้องไห้สะอึกสะอื้นไปด้วย เขาก็บอกว่าให้เราเข้มแข็ง ถ้าจิตใจไม่เข้มแข็ง ภูมิต้านทานมันจะไม่มี แล้วคุณหมอเขาก็อยากให้เราคุยกับที่ปรึกษาด้านครอบครัวหลังจากที่เราหายไข้แล้วด้วย เพราะสภาพจิตใจของเราแย่มาก ซึ่งดิฉันก็บอกว่าโอเค และจะทำตามคำแนะนำของหมอ พอหมอออกไปจากห้องแล้ว ดิฉันก็ยังนอนร้องไห้อยู่ ไม่ได้เสียใจที่โดนเขาทิ้งหรอกนะคะ แต่คิดถึงพ่อ คิดถึงคำสอนของพ่อ ว่าทำไมวันนั้นเราไม่ฟัง ถ้าเราฟังพ่อ วันนี้คงไม่เป็นอย่างนี้ สำนึกได้เลยค่ะ แล้ววันนั้นก็บอกกับตัวเองเลยว่า รอให้ฉันหายไข้ก่อนนะ ฉันกับเธอได้เห็นดีกัน ฉันต้องเอาลูกกลับไทยให้ได้ ไม่อยู่แล้วประเทศนี้ เจอคนเฮงซวยแบบนี้ บลา..บลา..บลา..แล้วก็สลบ หลับไป

กลางดึกคืนนั้นในความฝัน ดิฉันมีความรู้สึกว่าพ่อมาหา พ่อมาบอกว่า เหนื่อยมากเลยที่ต้องเดินทางมาหาเราที่นี่ พ่อมาไกลถึงอเมริกาเลยนะ 5555  อันนี้ขอให้ใช้วิจารณญาณในการอ่านนะคะ   ถ้าใครเชื่อเรื่องจิตวิญญาณ ก็อ่านต่อได้ค่ะ พ่อบอกให้ดิฉันเลิกร้องไห้เสียที เข้มแข็งได้แล้ว เลิกโทษตัวเองเสียที อ่อนแอแบบนี้เหมือนไม่ใช่ลูกสาวพ่อเลย เราก็ตกใจตื่นขึ้นมาเลย และมีความรู้สึกว่าเหมือนมีคนเพิ่งมาลูบหัวจริงๆ มันรู้สึกได้เลย วันนั้นเลยมีกำลังใจขึ้นมาทันที และคิดอยู่ทั้งคืนว่า พรุ่งนี้ฉันจะโทรกลับไปเมืองไทย โทรหาพี่ชายฉัน!

ติดตามเรื่องราวนี้ต่อได้ในฉบับหน้านะคะ ว่ามันเกิดอะไรกับดิฉันอีก แล้วในที่สุดดิฉันก็มีอัศวินขี่ม้าขาวมาช่วยแล้ว คนไทยรักกัน อันนี้มีจริง! มากันเป็นกลุ่มเลย! ทั้งที่ประเทศอเมริกา ที่ไทย ที่อังกฤษ ดิฉันจะมาแจงให้ฟัง ว่าใครมาช่วยดิฉันบ้าง ทุกคนเป็นบุคคลจริงๆ ไม่ใช่เป็นคนทิพย์ มีทั้งคนที่ไม่เคยรู้จักมาก่อนเลยในชีวิต รวมทั้งฝรั่งใจดีทั้งหลาย ที่มาช่วยดิฉันด้วย ดิฉันจ้างทนายมาฟ้องหย่า แต่ดันไปจ้างทนายความที่ไม่ตรงกับสายงานที่เขาว่าความ ทนายความคนนี้ก็มาทำให้การหย่า ยืดยาวขึ้นไปอีก เขาทำอะไรผิดพลาดในการว่าความคดีหย่าของดิฉันบ้าง ดิฉันจะมาเล่าให้น้อง ๆ ฟังฉบับหน้า ดิฉันใช้ทนายความถึง 2 คน ถึงทำเรื่องหย่าเสร็จ และสุดท้ายดิฉันก็ได้มาเจอคู่ชีวิตตัวจริง ซึ่งเขาทำให้ดิฉันได้เห็น ว่าผู้ชายอเมริกันดีๆ ก็มีอยู่จริง ทุกอย่างไม่ใช่เรื่องบังเอิญ มันเหมือนฟ้ากำหนดโชคชะตาให้เราแล้ว และเกิดเหตุการณ์อื่นๆ อีกมายมาย ดิฉันอยากมาแชร์ประสบการณ์ให้น้องๆ ฟัง เพื่อที่น้องๆ อาจจะได้ใช้ประโยชน์จากเรื่องนี้ได้ในอนาคต ไม่ว่าจะเป็น การฟ้องหย่าสามีที่ประเทศอเมริกาต้องเตรียมตัวอย่างไรบ้าง หรือถ้าหากมาเดือดร้อนที่อเมริกาอย่างดิฉัน ต้องทำยังไง และอยากเป็นอีกหนึ่งกำลังใจให้น้องๆ ทุกคน ที่มีปัญหาในขณะนี้ ขอให้สู้ๆ นะคะ ถึงชีวิตมันจะสู้กลับ ก็สู้มันกลับไปค่ะ อย่าให้ใครมาว่าเราได้ ว่าเราเป็นคนโง่ที่มาจากประเทศโลกที่สาม ไม่มีใครให้กำลังใจเรา เท่าตัวเราเอง โลกนี้มันไม่ได้สวยงามอย่างที่เราคิด เวลาสติมี ปัญญาก็เกิด และสุดท้ายคำพูดเป็นสิ่งสำคัญมาก มันสามารถใช้ฆ่าคน หรือแม้กระทั่งให้ชีวิตคนก็ได้ และก่อนที่เราจะพูดอะไรออกไป อยากให้คิดก่อนพูด มนุษย์ทุกคน ไม่มีใครเพียบพร้อมนะคะ ดิฉันก็ทำผิดพลาดมาแล้ว ไม่ต่างจากมนุษย์ธรรมดาทั่วๆ ไป เวลาเห็นใครล้ม อย่ากระทืบซ้ำ ถึงจะช่วยอะไรเขาไม่ได้ แต่คำพูดของคุณ แต่สอง สามคำ มันอาจจะทำให้เขารู้สึกดีขึ้นบ้าง และเขาอาจจะมีกำลังใจในการสู้ปัญหาของเขาต่อไป ถ้าไม่อยากช่วยเขาจริง ๆ ก็ขอให้เดินผ่านนะคะ อย่าซ้ำเติม เราไม่รู้ว่าวันนึงจะเกิดอะไรขึ้นกับเราบ้าง อะไรที่ไม่ได้เกิดขึ้นกับตัวเราเอง เราจะไม่มีทางเข้าใจหรอกค่ะ ว่าทำไม เขาถึงได้ทำไปอย่างนั้น เราจะไม่มีทางเข้าใจปัญหาของคนอื่นได้ 100% เพราะไม่ได้เกิดขึ้นกับตัวเอง

อย่าลืมติดตามตอนต่อไปนะจ๊ะ เด็ดมาก ขอบอก!

Broken Diary Ep1-2

…Continued from the first page

Five years passed, my father’s illness got severe, and he passed away. I still clearly remember the moment when my father was gone. Around 5 AM in America, while I was sleeping, I felt like someone was pulling my arm to get up. I woke up and heard the loud beep of my phone. I thought I already knew what happened. My hands were shaking so hard before answering the phone.  My worst nightmare happened. A phone call from Thailand telling me that my father was gone. I was at a loss and my whole body was shaking. It was like my whole world was ruined and everything became dark. When I pulled myself together, I made a phone call to my best friend Took. Took is my younger friend whom I always talk to about everything including all my troubles. From the beginning, she always asked my why I chose this guy to marry? When I told Took about my father she immediately bought me a plane ticket to Thailand. This was an unforgettable moment in my life. I was so appreciative of her help during this time. Even after 20 years, we still are best friends. This shows that a friend may not be the one who you grew up or went to school with. The world is big and if it’s the right time, real friends will appear. So, let’s get back to my story. When I arrived at my father’s funeral, everyone looked at me the same way. It was like they were thinking, “This is the daughter whom he compliments all the time? I heard she moved to America, but I don’t see she has a better life.” I don’t know if I was over thinking or not but their eyes told me so. This made me feel more regretful and guilty and the only thing I could do was just cry secretly in the corner of the temple hall.  I was in Thailand for 7 days to be at my father’s funeral.  My ex-husband thought that when I came back in America I would break up with him so he had an affair with another woman. He broke up with me immediately when I was back in America. His new girlfriend was his ex-wife’s friend. She had a ex-husband and two kids.  You know what? They found true love in 7 days!? So, as I am a resolute Thai woman, all right, we’re done! He didn’t love me anymore so why would I stay? I knew I could live on my own so I decided to move out of his house and find a rental house to live with my son.

 I didn’t make it. There were many things happening here. The house that I moved to was only two houses away from the old house. I still worked at Subway restaurant. I had to pass the old house and my tears overflowed every time I went by. However, I was trying to think that it’s ok. After the divorce is done, I will move to another house. Early on, I didn’t have much money so I couldn’t buy  much. I had to do laundry in my old house and he was ok with that at first. But after a week passed, he didn’t allow me to do that anymore. He said that his new girlfriend didn’t like it. I was okay with it and didn’t go there anymore. Now, it was 2009, a year that the snow was one of the worst in many years. I moved out of the house in September, which was almost winter. Between the cold dark winter and grief about my father, I was physically and mentally drained. As single women, had to work every day, and after work, I also had to take care of my son. I was so exhausted and upset all the time. My ex-husband never gave me any support money. He kept saying that if I want it, sue him. I had a lot of trouble paying my rent. Sometimes, my ex-husband randomly texted me that “When will you go back to your third-world country? You don’t even compare to my new girlfriend.  She is a nurse and well educated. Your education is useless compared to hers.” See? Such a mean guy! How the hell could he say those things? Especially to someone who just had lost her father. He not only forced us to move out of his house but also never supported and comforted us at all.  I called to ask him to pick up our son from school, but he said he couldn’t because he had to look after his new girlfriend’s son, who was the same age as Ben.  I said, “Okay, never mind.”

I still remember that feeling very well. When my father is gone and will never return. Like the whole world collapsed and life is all dark.

sawasdeeusa

When I still was with him, I got a loan and bought an old car. It was mostly for driving to work and taking my son to school.  I was making the payments with money I earned from Subway. This was because my ex-husband wasn’t able to get a car loan. Credit scores are very important to people living here. If the credit scores are too low, you can’t get a loan.  After I moved out, my car was broken so often. I used to call him for help. Of course he didn’t help and ignored me. I didn’t want my son to be absent from school and the school wasn’t that far from our house.  I thought “Well alright! If I could walk with high-heel shoes to check employees on a twenty story building in Thailand, I also got this!” That day, I held my son’s hand as I carried him on my back to take him to school. While we were walking, my tears were flowing like the snow was falling. OMG, it was like life in a Mrs. Oshin drama (famous Japanese soap oprah), LMAO. But I still didn’t give up. For my son, I can do it. Anyway, the story of my mean ex-husband was not over yet.

There was a time when my car got stuck in the snow and I called him to help.  I had to go to work to earn money to support my child by myself. Remember, he didn’t support us at all. He wouldn’t come, and told me, “When will you go back to your country? You can’t live in America. You don’t even know how to live when it’s snowing” I thought to myself, “So when did you teach me how to survive here? Never!” To the people who are reading this. If you’re going to be in a relationship with a foreigner and move to America, and your partner doesn’t teach you anything, learn by yourself.  I don’t want you to be like me. Those five years living in America were the biggest mistake I ever did. I called my other friend Mitzy for help. We worked together at Subway restaurant. I told her what happened and she came to see me immediately. She saw me crying, shook my body, and said “Stop crying and try to handle things by yourself before calling your ex-husband. “Why would you show him your weakness? Try to survive by yourself.” Then, she found some sticks to put under the wheels and taught me how to get the car out of the snow. We were both shouting, laughing, and slipping while we were struggling to get the car out. The snow finally stopped but it started raining and both of us were wet and freezing.. Finally, we did it! Well, let me tell you about Mitzy. She had been in America longer than me. She was a mom of two kids. I found her so cool and I got lots of advice from her. When we drove back to my house and passed my ex-husband’s house, we beeped the horn to show him that I could do it without him.

You know what he did next? He removed my name from the car insurance. The only reason I found out was I had called the insurance staff for help and they said I didn’t have car insurance, so they couldn’t help me. Oh, my goodness! How could he do that to me, and his son? I had been driving the car for two weeks without insurance. How lucky we were that there was no accident!

The weather was getting colder and money was running out. I never told my family in Thailand that I moved out and lived alone with my son. To be honest, I didn’t want to do that because my brothers were still grieving our father. Also, I really felt that I should help myself.

I didn’t have enough money to buy Ben new socks. So, I called my ex-husband again because you know, our house was nearby and he might have a pair of old socks from his new girlfriends son. I forgot Mitzy’s words to not to call him ever again. If I needed anything, call her instead. But it was so early that I didn’t want to bother her. And yes, he yelled at me again and he made me cry.  He also texted me, “Why don’t you go back to your country? You are so stubborn.” I told him I won’t go back without my son! Well, every state in America has different divorce laws. In my state, we had to be separated for some time first. Everything must follow a  process and everything takes time and money!

One time I visited the grandmother of my ex-husband. I had taken care of her throughout these five years by taking her to the hospital and looking after her. She always knew about our situation. That week, I didn’t have enough money to pay my rent so I begged her for help. She gave me 50 dollars and said that was all she had and can’t help me more. Yet, she donates lots of money to the church. Funny, isn’t it? I felt so bad and angry. I took my son, got out of her house, and cried in the car. Well, if you’re reading this part, I want to emphasize that no matter what happens, it is true that blood is thicker than water.  If you work hard and earn lots of money, keep some of it for yourself. It’s not necessary to let your husband know everything. When an emergency comes, no one will help you as much as yourself. Believe me!

Once I had a high fever and there was an Avian influenza (bird flu) epidemic that year. I wasn’t sure if I had a general fever or Avian influenza (bird flu). At that time, my body temperature reached 105 °F. I called my ex-husband again because I really had no choice. I told him to pick up Ben because I was going to see a doctor and I was afraid of getting in an accident. I was unable to pay for car insurance because I didn’t get my salary yet. Yeah, as expected, he couldn’t come. His new girlfriend was afraid that if Ben was infectious, her two kids would be at risk too. He told me to figure it out myself. Oh, my goodness! So I had to drive to a hospital with Ben. When I arrived at the hospital, I called my friend Esther to take care of Ben. She was willing to help and took Ben to her house. Esther is Filipino. We worked together at Subway restaurant on the night shift. We were very close and she was older than me.  That night was unforgettable and I really appreciated her help.  I stayed in the ICU and I felt like I was going into shock. That was  probably because of thinking of my father, my symptoms, Ben, and a rage I felt toward my ex-husband. Thinking about all of these made me cry so loudly that the patient lying next to me wanted to move out of our room! LOL. When the doctor came to check on me, he told me to calm down and said that he would give me a saline drip, aspirin, and do a blood test. The results showed that it was just a general fever and I was sleep deprived. He asked me what happened and I told him every single thing that I had faced!  He was speechless, which might also be because he didn’t hear me clearly. I was both crying and speaking at the same time. He told me to stay strong physically and mentally. Also, he suggested that I should get a family counselor after getting better because my mental condition was not good.  I believed what the doctor said. When the doctor left, I was still crying, not because of my ex, but thinking of my father. I thought of my father’s words and regretted not listening to them. If I had believed him, all of this shit wouldn’t have happened. I told myself that when I get well I’ll take my son to Thailand. I won’t live here anymore and I won’t have to deal with this son of a bitch guy. Then I fell asleep. During that night, I felt like my father visited me. He said that he was so tired because he came to see me. If you believe in spirits, you know what I am talking about. My father told me to “Stop crying and blaming yourself. Be strong, my daughter is never weak.” Then I woke up immediately felt that someone was fondling my head. After that, the only thing I thought about all night was that I was going to get help and call my brothers in Thailand!

The next issues will continue the story about what was happening in my life. At the end, there were many heroes who came to rescue me!  Thai people support and love each other. This statement is absolutely true! The people that helped me lived in places like Thailand, America, and England. They do exist and some of them I never even met before, including many nice Americans.

I hired an attorney to file for divorce. I didn’t know the attorney I hired was a traffic lawyer, not a divorce lawyer!  That made my divorce case take way too long. I will explain in the next issue what mistakes he made in my case. I ended up having to hire a different attorney to file the divorce successfully. At the end, I finally found my soul mate who made me realize that there are nice American men. Everything happens for a reason! A lot of things happened during my divorce. I wish you could learn from my experiences. How to prepare and get divorced in America. Or if you are having a hard time in America, what you should do.  If you are going through tough times, I am here and praying for you.  Keep fighting and don’t let anyone say “we come from a third world country.” No one will encourage and support you better than yourself.  Life in this world is not like a fairy tale.  If you can focus and concentrate on your priorities, you can have the mind to fix any problem.  Last but not least, understand that words you use are very important. You can be encouraging and supportive with the words you say. Remember, you might walk in their shoes one day.

Continue reading in the next issue with this hot mess of a divorce and many other surprises.

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Prev
Mr. Jack Punma…..The owner of 11 restaurants in USA.

Mr. Jack Punma…..The owner of 11 restaurants in USA.

A taste to the moon of authentic Thai food and Japanese dishes

Next
Living in America

Living in America

Thinking about coming to America?