Living in America

Thinking about coming to America? Would you accept American culture and their rules?

Thinking about coming to America? Would you accept American culture and their rules? Do you speak any English?

SAWASDEE to all my readers from Thailand and America.

First of all, it’s an honor for me to share my experiences and my life here in America with you. I hope you enjoy and have fun with this column.

The first change I made in America was my name. In Thailand people called me “PUM,” but when I’m here my colleagues called me “Boom”. It sounds like a bomb. Hahaha. So my boss changed it to “Pam.” It was perfect and easy to pronounce.  I have kept that as my permanent name here.

Do you speak any English? Would you accept American culture and their rules?

Dr. Pam

After graduating with a bachelor’s degree in Thailand, I came to America to study for my master’s degree.  I think just traveling here is better than coming to study. Hahaha. The reasons I went to study in America was because I wanted to get out of my comfort zone and get away from the rules and traditions in Thailand. The attitude of families in Thailand tends to want their children to graduate from abroad.  They like to compare their children with other families, especially relatives. They believe that if their children graduate from abroad, it will lead to better opportunities.  The American family doesn’t have this attitude. American children have their own way and are more self confident than Thai children. Therefore, when they grow up, they generally don’t follow their family rules, and live how they want. The expected minimum education in America is high school. After that you can then choose to further your education or go get a job and live on your own. Unlike Thailand where minimum education is a bachelor’s degree and almost all Thai children have to follow family rules. If parents want them to become a doctor, they must study to a doctor.  But recently, the new generation of Thailand has changed. They are more open minded and raise children to follow their dreams. As a child, I was not good at studying, but I had good friends who helped each other until graduation.  I felt studying in America was easier than studying in Thailand. In America, I felt like they gave exams based on what they were teaching in class, but in Thailand, the exams were very difficult.

It seemed like they didn’t want the students to pass the exam. I don’t know why. Hahaha. I got my bachelor’s degree in Thailand and earned my doctorate in business management in America. I would like to encourage everyone who thinks they are not good at studying. If you want something bad enough, the obstacles are not as difficult as you think. You can find ways to live out your dreams and make them come true.

As I said, you can create your own path in life.  Some people dream of going abroad, some don’t. We all come from different backgrounds and purposes, but we’re here in America together. Some come to study and some come to follow their families.  Others come for opportunity and some come for love.

The first thing we have to encounter in America is “Culture Shock”. Here are some examples of life in America. You must tip 15%-20% of your total food bill. Tips also include other services you’re going to use, such as hair salons, car washes, body massages, etc. And people here fill up their own gas! There are no employees to do that like in Thailand. Wages in America are just too high to pay someone for that. Here is so different than Thailand. In Thailand you might find everything all in one place, like in our big malls. Iconsiam mall in Bangkok has over 400 places to eat!  America has malls too, but they are so much smaller than Thailand malls, and most places in America are in separate buildings. If you think to cut in a line like you do in Thailand…think again. American people will not tolerate it. That is considered rude here.

You have to follow their laws and culture here. Our Thai people always want tourists to respect our culture, and here is no different!

Here is another story of culture shock when my mother came to visit me in America.  I took her to visit my friend. My friend’s husband is American. It is customary here to greet each other by handshake.  If you are close to that person, they will hug you instead. My friend’s husband hugged my mother. She was shocked and told him, “You can’t do this. My husband will be angry with me.” I laughed so hard!

Finally, I hope you have enjoyed my stories and got some knowledge from my experiences. In the next issue I will write about the school system here in America and how to prepare before coming to America. If you have any suggestions about life in America feel free to contact me. Thank you for your support and following my work in Sawasdee USA. See you in the next issue. Khob Khun Kha.

Author by Dr. Pam

Living in America.

กำลังคิดจะมาที่อเมริกา? มาทำอะไร? คุณพูดภาษาอังกฤษได้บ้างไหม? คุณยอมรับในวัฒนธรรมและกฏระเบียบของคนอเมริกันได้ไหม?


ดิฉันรู้สึกเป็นเกียรติเป็นอย่างยิ่งที่จะได้มีส่วนร่วมในการแบ่งปันประสบการณ์ และการใช้ชีวิตที่อเมริกากับทางผู้อ่าน ดิฉันหวังว่าทุกท่านจะได้รับความเพลิดเพลินในการอ่านบทความนี้นะคะ

สิ่งแรกที่เปลี่ยนในชีวิตที่อเมริกา คือชื่อค่ะ ที่ประเทศไทยเพื่อนๆเรียกดิฉันว่า ปุ้ม แต่เพื่อนๆ ที่มหาลัยเริ่มเรียกดิฉันว่า บู้ม ออกเสียงคล้าย บูม ที่เหมือนเสียงระเบิด สุดท้ายเจ้านายที่ทำงานเลยเปลี่ยนให้เป็น แพม รู้สึกว่ามันน่าจะเหมาะสมที่สุด และออกเสียงง่ายด้วย ก็เลยใช้ชื่อ แพม ตั้งแต่นั้นมา

หลังจากที่ดิฉันจบการศึกษาในระดับปริญญาตรีที่ประเทศไทย ดิฉันก็ได้เดินทางมาศึกษาต่อที่ประเทศอเมริกาค่ะ ดิฉันคิดว่ามันคงจะดีกว่า ถ้าได้มาท่องเที่ยวที่นี่แทนการมาเรียน ฮ่าฮ่าฮ่า เหตุผลที่ดิฉันเลือกมาเรียนที่อเมริกาก็เพราะว่าดิฉันต้องการออกจาก Comfort Zone แล้วก็พวกกรอบระเบียบ และประเพณีต่างๆจากประเทศไทย ทัศนคติของคนไทยส่วนใหญ่จะนิยมส่งลูกหลาน มาศึกษาต่อที่ต่างประเทศ และชอบที่จะเปรียบเทียบครอบครัวตัวเองกับครอบครัวอื่นๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในหมู่วงศาคณาญาติ คนไทยเชื่อว่าการที่ส่งลูกหลานไปเรียนต่อที่ต่างประเทศนั้น จะช่วยให้ลูกหลานของเขาได้รับโอกาสที่ดีในการดำเนินชีวิตในอนาคต แต่ในครอบครัวอเมริกันจะไม่มีค่านิยมแบบนี้นะคะ เด็กอเมริกันจะมีความคิดเป็นของตัวเอง และจะมีความมั่นใจในตัวเองสูงกว่าเด็กไทย ดังนั้นเมื่อโตขึ้นเด็กอเมริกันจะออกไปใช้ชีวิตของตัวเองค่ะ โดยการศึกษาของเด็กอเมริกันส่วนใหญ่จะจบจาก High School เป็นหลักค่ะ หลังจากนั้นเขาสามารถเลือกที่จะศึกษาต่อ หรือหางานทำเพื่อเลี้ยงดูตัวเองและสร้างครอบครัวได้เลย แต่สำหรับเด็กไทยแล้ว ส่วนใหญ่จะต้องจบการศึกษาในระดับปริญญาตรี ถึงจะสามารถเป็นที่ยอมรับและสมัครงานในบริษัทส่วนใหญ่ได้ค่ะ และที่สำคัญเด็กไทยส่วนใหญ่นั้นค่อนข้างที่จะต้องปฏิบัติตามกฎและระเบียบของครอบครัว หรือสิ่งที่พ่อแม่วางกรอบเอาไว้ให้ เช่นหากพ่อแม่ต้องการให้ลูกเป็นหมอ ลูกก็ต้องเรียนหมอเพื่อพ่อกับแม่ค่ะ แต่ในปัจจุบันครอบครัวสมัยใหม่ในประเทศไทย ค่อนข้างเปิดโอกาสให้ลูกของตัวเองได้ทำตามความฝันกันมากขึ้นค่ะ จำได้ว่าตอนที่ดิฉันยังเป็นเด็ก ดิฉันเป็นคนที่เรียนไม่ค่อยเก่งเท่าไร แต่อาศัยว่าเรามีเพื่อนที่ดีและคอยช่วยเหลือซึ่งกันและกัน จนทำให้สามารถจบการศึกษาในระดับปริญญาตรีได้ พอดิฉันได้มาเรียนที่ประเทศอเมริกา ดิฉันรู้สึกเลยว่าการเรียนที่อเมริกานั้นง่ายกว่าการเรียนที่ประเทศไทยค่ะ ที่อเมริกาตามที่ดิฉันได้สัมผัสมา เขาจะออกข้อสอบตามที่ได้สอนในห้องเรียนเพื่อวัดความรู้ความเข้าใจของนักเรียน แต่ที่ไทยนั้นทำไมดิฉันรู้สึกว่าเขาออกข้อสอบยากมากเหมือนจะไม่ให้นักเรียนสอบผ่านหรือยังไงก็ไม่ทราบค่ะ ฮ่าฮ่าฮ่า แต่ในที่สุดดิฉันก็จบการศึกษาในระดับปริญญาตรีที่ไทย และจบการศึกษาในระดับปริญญาโท และเอกทางด้านบริหารธุรกิจที่ประเทศอเมริกาค่ะ มาถึงตรงนี้ดิฉันก็อยากจะให้กำลังใจทุกท่านที่กำลังศึกษาอยู่และรู้สึกว่าตัวเองเรียนไม่เก่งเลย จริงๆแล้วจากที่ดิฉันผ่านพบเจอมาทุกสิ่งทุกอย่างไม่ได้ยากอย่างที่คิดนะคะ แค่เพียงคุณก้าวไปตามความฝันและทำให้มันเกิดขึ้นจริงค่ะ

อย่างที่ดิฉันได้กล่าวไปข้างต้นนะคะ ว่าเราสามารถสร้างโอกาสในชีวิตได้ด้วยตัวของเราเอง บางท่านมีความฝันอยากจะเดินทางไปอยู่ที่ต่างประเทศ บางท่านก็ไม่ได้คาดคิดมาก่อน พวกเราเดินทางมาจากพื้นเพที่แตกต่างกัน และจุดประสงค์ของการมาอยู่ที่นี่ก็ไม่เหมือนกัน แต่สุดท้ายแล้วเราก็ได้มาอาศัยอยู่ที่ประเทศอเมริกาเช่นเดียวกัน บางท่านมาเพื่อเรียนต่อ บางท่านตามครอบครัวมา หรือบางท่านมาเพื่อแสวงหาโอกาสในชีวิต หรือแม้แต่ตกหลุมรักกับชาวต่างชาติและได้มาใช้ชีวิตร่วมกันที่นี่

ด้วยความต่างของทุกอย่าง เมื่อพวกเราทุกคนต้องมาใช้ชีวิตอยู่ร่วมกัน แน่นอนเลยว่าสิ่งแรกที่เราต้องเจอเมื่อมาถึงที่อเมริกา นั่นก็คือ “Culture Shock” ขอยกตัวอย่างการใช้ชีวิตที่อเมริกาสักนิดนะคะ อย่างเช่น การทานอาหารในร้านอาหาร ที่นี่เป็นธรรมเนียมปฏิบัติ ที่ลูกค้าจะต้องให้ทิปค่าบริการประมาณ 15-20% จากค่าใช้จ่ายทั้งหมด โดยธรรมเนียมการให้ทิปนี้ ยังรวมไปถึง การเข้าร้านเสริมสวย ทำผม ทำเล็บ นวด ล้างรถ และสถานที่รับจอดรถ และงานบริการอื่นๆด้วยค่ะ และอีกอย่างนึงที่แตกต่างจากบ้านเราก็คือ คนที่นี่จะต้องเติมน้ำมันในปั๊มน้ำมันเองค่ะ ไม่เหมือนที่เมืองไทยที่มีเจ้าหน้าที่คอยบริการเติมน้ำมันให้ เพราะค่าแรงในอเมริกาค่อนข้างสูงค่ะ การใช้ชีวิตที่ไทยกับที่อเมริกานั้นค่อนข้างจะแตกต่างกันนะคะ อีกเรื่องที่ดิฉันอยากเล่าให้ฟัง คือเรื่องของห้างสรรพสินค้าหรือซุปเปอร์มาร์เก็ต โดยในประเทศไทยนั้นจะสามารถเลือกซื้อสิ่งของทุกอย่างที่เราต้องการ หรือแม้กระทั่งหาร้านอาหารดีดีได้ที่ห้างสรรพสินค้าเพียงที่เดียวเลยใช่ไหมคะ อย่างเช่นที่ ไอคอนสยาม ที่มีร้านอาหารมากกว่า 400 ร้าน ให้เราได้เลือกทาน แต่ที่อเมริกานั้นจะแตกต่างกัน ที่ประเทศอเมริกาจะมีเป็นมอลล์เล็กๆ ซึ่งในแต่ละมอลล์ก็จะมีสินค้าที่แตกต่างกันค่ะ และที่สำคัญเลยคือที่นี่ถือเรื่องวินัยเป็นสำคัญ คุณจะไม่สามารถแซงคิวได้เลยนะคะ ถือเป็นเรื่องที่เสียมารยาทมาก และสิ่งสำคัญของการอาศัยในต่างแดน คือเราต้องเคารพกฎเกณฑ์ของแต่ละประเทศที่เราไปพำนักอาศัยอยู่ค่ะ เฉกเช่นเดียวกับการที่เราต้องการให้ชาวต่างชาติเคารพกฎและวัฒนธรรมของเรานั่นแหละค่ะ ใจเขาใจเราสำคัญที่สุดนะคะ

และ Culture shock อีกเรื่องนึง ที่ดิฉันนึกถึงทีไร ก็มีความสุขทุกที คือตอนที่คุณแม่มาเยี่ยมดิฉันที่อเมริกาค่ะ ดิฉันก็พาคุณแม่ไปแนะนำให้รู้จักกับเพื่อนของดิฉัน ซึ่งเขามีสามีเป็นคนอเมริกัน ซึ่งปกติแล้วตามธรรมเนียมของคนอเมริกัน ถ้าไม่สนิทกันจะจับมือเป็นการทักทายกันค่ะ แต่ถ้าสนิทกันแล้วก็จะมีการกอดทักทาย ซึ่งเป็นธรรมเนียมปกติของที่นี่ สามีของเพื่อนดิฉันก็เลยเข้ามากอดคุณแม่ นางก็ตกใจ ผงะไปนิดนึงและบอกว่ากอดไม่ได้นะ พ่อจะโกรธ ดิฉันก็หัวเราะ เพราะการกอดทักทายกันที่นี่ถือว่าเขาให้ความสนิท ไม่ได้กอดฉันท์ชู้สาวค่ะ

ทั้งหมดทั้งมวลหวังว่าท่านผู้อ่านจะได้รับความรู้และความบันเทิง จากบทความสั้นๆนี้บ้างไม่มากก็น้อยนะคะ แล้วเราจะมาคุยกันในฉบับต่อไปว่า ระบบการศึกษาของที่นี่เป็นอย่างไร รวมไปถึงก่อนที่จะมาอเมริกา เราควรจะเตรียมตัวอย่างไรบ้าง ถ้าท่านผู้อ่านมีหัวข้อไหนที่น่าสนใจ ก็สามารถแนะนำกันเข้ามาได้เลยนะคะ ติดตามและเป็นกำลังใจให้นักเขียนมือใหม่คนนี้ได้ที่ Sawasdee USA. แล้วเจอกันใหม่นะคะ ขอบคุณค่ะ

เขียนโดย Dr. Pam

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Broken Diary บันทึกรัก (ไม่ลับ) ร้าว ของเมียฝรั่ง – ตอนจากแม่ด้วยดวงใจ Chapter 1-2

Broken Diary บันทึกรัก (ไม่ลับ) ร้าว ของเมียฝรั่ง – ตอนจากแม่ด้วยดวงใจ Chapter 1-2

อยากมีสามีฝรั่ง ฟังทางนี้

Broken Diary บันทึกรัก (ไม่ลับ) ร้าว ของเมียฝรั่ง – ตอนจากแม่ด้วยดวงใจ Chapter 1-1

Broken Diary บันทึกรัก (ไม่ลับ) ร้าว ของเมียฝรั่ง – ตอนจากแม่ด้วยดวงใจ Chapter 1-1

อยากมีสามีฝรั่ง ฟังทางนี้